รู้จักกับ CI / Brand Book / Company Profile คืออะไร ต่างกันอย่างไร ทำไมควรมีติดไว้
รู้จักกับ CI / Brand Book / Company Profile
คืออะไร ต่างกันอย่างไร ทำไมควรมีติดไว้
ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้ประกอบการหรือกราฟิกดีไซเนอร์ เวลาทำธุรกิจหรือทำงานด้านกราฟิก เราคงเคยได้ยินหรือเจอคำว่า CI, Brand Book และ Company Profile กันมาบ้าง ซึ่งบางคนอาจจะรู้จัก 3 อย่างนี้กันอยู่แล้ว แต่สมบูรณ์แบบเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือรู้รายละเอียดของแต่ละอย่างที่กล่าวมาเลย สมบูรณ์แบบจึงจะพาทุกคนมารู้จักกับ CI, Brand Book และ Company Profile ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร ต่างหรือเหมือนกันยังไง และสำคัญยังไงกับแบรนด์ของเรา รับรองว่าเป็นประโยชน์กับการทำแบรนด์ของทุกคนแน่นอน
มาเริ่มกันที่คำตอบของคำถามยอดฮิตอย่าง CI / Brand Book / Company Profile คืออะไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้างกันเลยค่ะ เราสรุปมาให้แล้ว
CI (Corporate Identity) การสร้างอัตลักษณ์ที่ทุกแบรนด์ควรมี
CI ย่อมาจาก Corporate Identity เป็นการออกแบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อให้แบรนด์มีลักษณะเฉพาะตัวหรือเอกลักษณ์สำคัญ ๆ เป็นของตัวเอง ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถจดจำตัวแบรนด์ได้ เป็นเหมือนการคุมโทนและกำหนดทิศทางของแบรนด์ ซึ่งเน้นการออกแบบองค์ประกอบที่ตาเห็น นั่นคือเป็นการออกแบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ขยายความออกมาจากตัวโลโก้ของแบรนด์ ดังนั้นข้อมูลใน CI มักประกอบไปด้วยโลโก้หลัก, โทนสีที่ใช้, สไตล์ตัวอักษร, ตัวอย่างการใช้งานโลโก้โดยการทำภาพม็อคอัพคร่าว ๆ ไปจนถึง Element และ Pattern ต่าง ๆ เพิ่มเติมขึ้นอยู่กับความละเอียดของ CI ที่ทำ ยกตัวอย่างง่าย ๆ สำหรับการออกแบบและมี CI ให้เห็นภาพคือ เมื่อเราเห็นฟอนต์เลข 7 และสีแดง สีส้ม สีเขียว เราก็มันจะนึกถึงร้านสะดวกซื้อชื่อดังเป็นอันดับแรก ๆ ก่อนเลย นี่แหละคือผลจากการมี CI ที่ชัดเจน
Brand Book คู่มือด้านการออกแบบของแบรนด์ ตำราการทำงานของกราฟิก
Brand Book จะเป็นเหมือนคู่มือของแบรนด์ โดยมักเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ การออกแบบต่าง ๆ ภายในแบรนด์ และการสื่อสารตัวตนของแบรนด์ ซึ่งจะมีแนวทางหรือข้อกำหนดต่าง ๆ โดยละเอียดที่ทางแบรนด์ใช้ในการทำงานด้านการออกแบบและการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ โดยจะมีการพูดถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ลงไปด้วย เช่น กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ คือ ผู้หญิงในช่วงอายุ 20-30 ปี แบรนด์จึงมีคาแรกเตอร์ที่สวยสดใสและต้องมีการออกแบบที่ให้ความรู้สึกสดใส มั่นใจ จึงต้องใช้สีเฉดนี้ ตัวอักษรแนวนี้ รูปแบบประมาณนี้ เพื่อสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น เราอาจจะรู้สึกได้ว่า Brand Book ก็มีขึ้นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์คล้าย ๆ กับ CI จนดูเผิน ๆ แล้วเหมือนเป็นสิ่งเดียวกันเลย ทำให้หลายคนสับสนอยู่บ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละอย่างกัน และ Brand Book มีความละเอียด ครอบคลุม และเจาะลึกลงไปมากกว่า เพราะมีการคำนึงถึงความรู้สึกภายในต่าง ๆ ที่ตัวแบรนด์ต้องการสื่อสารออกไปให้ถึงผูับริโภค ต่างจาก CI ที่เน้นเฉพาะสิ่งที่ตาเห็น นั่นก็คือตัวโลโก้เพียงอย่างเดียว
Company Profile สมุดพกประจำตัวของแบรนด์ แนะนำตัวให้คนอื่นรู้จักโดยไม่ต้องพูดเยอะ
Company Profile เป็นอีกหนึ่งคู่มือที่รวบรวมข้อมูลของแบรนด์หรือบริษัทเอาไว้ แต่ไม่ใช่ข้อมูลแบบ Brand Book นะ เพราะข้อมูลของแบรนด์ที่อยู่ใน Company Profile นั้นจะเป็นเหมือนประวัติส่วนตัวของแบรนด์ เช่น แบรนด์ชื่ออะไร / ทำอะไร / มีผลงานอะไร / มีเป้าหมายอย่างไร / มีจุดแข็งอย่างไร / ช่องทางการติดต่อต่าง ๆ และสามารถละเอียดไปจนถึงชื่อผู้บริหาร คณะกรรมการในบริษัท มีพนักงานกี่คน มีกี่สาขาเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการนำเสนอข้อมูลอะไรบ้างให้คนที่ได้อ่าน Company Profile รู้จักเรามากขึ้นหรือมากที่สุดไปเลย เทียบให้เห็นภาพเลยก็เหมือนกับสมุดพกประจำตัวนักเรียน (สมัยนี้ยังมีอยู่มั้ยนะ ) หรือ Portfolio ที่เราเอาไว้ยื่นให้กรรมการดูเวลาสมัครสอบหรือสมัครงานนั่นเอง
ทีนี้เราก็รู้จัก CI, Brand Book และ Company Profile กันมากขึ้นแล้ว คำถามต่อไปก็คือ 3 อย่างนี้มีความสำคัญอย่างไร ทำไมเราต้องมีด้วยล่ะ มาไขคำตอบกันเลย
สำหรับความสำคัญหรือประโยชน์ของ CI นั้นบอกเลยว่าสำคัญมาก เราเน้นให้ 3 ข้อหลัก ๆ ดังนี้ค่ะ
- ทำให้แบรนด์มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เพราะมีการกำหนดชัดเจนว่าแบรนด์เราใช้สีอะไร ใช้ฟอนต์สไตล์แบบไหน ไม่ต้องใช้มั่ว ๆ ไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีนี้ที ฟอนต์นั้นทีจนไม่มีเอกลักษณ์ให้คนจดจำ
- ทำให้ผู้บริโภคจำแบรนด์ได้ สืบเนื่องจากข้อแรกนั่นเอง เพราะพอเราใช้ CI ของเราตลอด ต่อให้อีกแบรนด์ใช้สีคล้าย ๆ กัน แต่ดีเทลอื่น ๆ ใน CI ไม่ได้เหมือนกัน แบรนด์ของเราก็มีความแตกต่าง พอคนเห็นก็จำได้ว่านี่คือแบรนด์เรา
- ช่วยให้การออกแบบต่าง ๆ ออกมาในทิศทางเดียวกัน เหตุผลเดียวกับข้อแรกเลย เพราะใน CI มีการกำหนดชัดเจนว่าแบรนด์เราใช้สีอะไร ใช้ฟอนต์สไตล์แบบไหน ไม่ว่าจะให้กราฟิกดีไซเนอร์คนไหนทำงานให้ งานก็ออกมาในแนวทางเดียวกันนั่นเอง
มาต่อกันที่ Brand Book บอกเลยว่ามีประโยชน์ไม่แพ้กับ CI เลย แต่จะมีความสำคัญยังไงบ้าง ลองมาดูกันค่ะ
- ช่วยสื่อสารตัวตนของแบรนด์ออกมาได้ชัดเจน ไม่ว่าแบรนด์จะอยู่ที่ไหน จะบนสื่อออนไลน์ทางแพลตฟอร์มทั้งหลายหรือตามสื่อออฟไลน์ตามสถานที่ต่าง ๆ ไปจนถึงหน้าร้านหรือบูธสินค้า เพราะการออกแบบส่วนต่าง ๆ นั้นอยู่ภายใต้ Brand Book ที่มีอยู่
- ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น อย่างที่เราบอกไปว่า Brand Book จะมีการวิเคราะห์หรือคำนึงถึงคาแรกเตอร์ของแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ด้วย สื่อต่าง ๆ ที่ผ่านการออกแบบภายใต้ Brand Book ก็จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการเข้าหาได้ง่ายขึ้น เหมือนทำให้แบรนด์กับผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจูนหากันได้ไวขึ้น
- ช่วยให้การออกแบบต่าง ๆ ออกมาในทิศทางเดียวกัน เหตุผลก็จะคล้าย ๆ กับของตัว CI เลย เพราะใน Brand Book มีการกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว เวลาเรานำไปต่อยอด เช่น ออกแบบเสื้อ, ออกแบบเว็บไซต์, ออกแบบหน้าร้าน, หรือออกแบบอะไรต่าง ๆ คนที่รับหน้าที่ออกแบบก็จะยึดตาม Brand Book ที่มี สไตล์งานและ Mood and Tone ก็จะออกมาแนวทางเดียวกัน ไม่สะเปะสะปะต่อให้แยกสายงานกันก็ตาม เช่น กราฟิกดีไซเนอร์กับอินทีเรียดีไซเนอร์ ถ้ามี Brand Book ให้ งานก็ออกมาในแนวทางเดียวกันได้
จะเห็นได้ว่าความสำคัญหรือประโยชน์ของ CI และ Brand Book นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก ๆ เลย ถือว่ามีความสำคัญตีคู่สูสีกันจริง ๆ ถ้ามีทั้ง 2 อย่างนี้ก็เหมือนการรวมพลังสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์แบบจึ้ง ๆ เลย
ส่วนความสำคัญหรือประโยชน์ของ Company Profile ทุกคนคงพอเดากันได้บ้างแล้ว นั่นก็คือ
- สร้างความน่าเชื่อถือ ดูมืออาชีพ เพราะ Company Profile มีทั้งข้อมูลและรูปภาพเกี่ยวกับแบรนด์หรือบริษัทที่ครบถ้วนให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลย ไม่ใช่การพูดลอย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของผลงานหรือรางวัลที่มี
- ประหยัดเวลาในการแนะนำแบรนด์ เพราะเราสามารถแนบ Company Profile เป็นไฟล์หรือรูปภาพส่งให้ผู้ที่สนใจในแบรนด์เราได้เลย ไม่ต้องพูดแนะนำเองทั้งหมดจนคอแห้ง แถมน่าสนใจกว่าพูดเองด้วย เพราะมีภาพประกอบให้ดูไปด้วย
- เสริมความน่าสนใจให้กับแบรนด์ เพราะหากเรามี Company Profile ที่ออกแบบสวย ๆ มีข้อมูลดี ๆ ไปนำเสนอตอนพบลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ ก็ช่วยดึงดูดความน่าสนใจและน่าร่วมงานด้วยให้กับแบรนด์ได้
มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าต้องมีทั้ง CI, Brand Book และ Company Profile เลยใช่ไหม โดยเฉพาะใครที่กำลังเพิ่งเริ่มทำธุรกิจที่ไม่ใหญ่มากก็อาจจะกลัวงบบานปลายถ้าต้องทำทั้ง 3 อย่างทีเดียว
ในมุมของสมบูรณ์แบบเองคิดว่า เบื้องต้นอย่างน้อย ๆ ควรมี CI ก่อน เพราะเป็นตัวที่คุมโทนของแบรนด์เบื้องต้น แบรนด์ของเราจะได้มีเอกลักษณ์ก่อนและต่อยอดง่ายขึ้น จากนั้นค่อยขยับขยายทำ Brand Book เพิ่ม และเมื่อมั่นใจเต็มที่แล้วก็ลุยทำ Company Profile ไว้ดีลงาน ดีลพาร์ทเนอร์ขยายธุรกิจต่อไป แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความต้องการของแต่ละคนได้เลย หรือถ้าใครมีงบมากพอ การมีไปเลยทั้ง 3 อย่างไว้เลยก็ไม่เสียหายอะไร เพราะมีประโยชน์กับแบรนด์จริง ๆ ไม่มากก็น้อย
ส่วนเหตุผลที่ทำไมมี CI แล้วยังต้องขยับไปมี Brand Book ด้วยอีก นั่นก็คือการมีทั้ง CI และ Brand Book จะมีประโยชน์กับแบรนด์มาก ๆ ขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในแง่ของการทำงานออกแบบสื่อต่าง ๆ ที่นับว่าก็เป็นส่วนสำคัญในการทำแบรนด์ไม่แพ้การมีสินค้าดี ๆ เลย ทั้ง CI และ Brand Book ช่วยกราฟิกดีไซเนอร์ที่ทำงานให้กับแบรนด์ได้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นกราฟิกในบ้านของแบรนด์เอง หรือกราฟิกนอกบ้านที่แบรนด์จ้างเป็นรายจ๊อบ เพราะช่วยให้การทำงานด้านการออกแบบมีแนวทางที่ชัดเจน มีความสม่ำเสมอในแง่ของ Mood and Tone ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่ออกแบบออกมาดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้แบรนด์หนึ่งแบรนด์ ทำให้แบรนด์มีเอกลักษณ์และการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์มีความชัดเจนและแข็งแรงสุด ๆ ไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์เลย
จบแล้วค่ะสำหรับบทความนี้ ยาวหน่อย แต่สมบูรณ์แบบหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนได้รู้จักและเข้าใจใน CI, Brand Book และ Company Profile กันมากขึ้นนะคะ
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมที่จะมีโลโก้ก่อนเป็นอันดับแรกกันนะคะ เพราะในการออกแบบ CI, Brand Book และ Company Profile ต้องนำโลโก้ไปออกแบบต่อยอดออกไปอีกทีค่ะ
สำหรับใครที่ยังไม่มีโลโก้แล้วอยากเริ่มออกแบบโลโก้ดี ๆ ก็สามารถติดต่อสมบูรณ์แบบ สตูดิโอได้เลย หรือใครที่มีโลโก้อยู่แล้ว อยากจะทำ CI ต่อ เราก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ สามารทัก inbox เข้ามาสอบถามเพิ่มเติมกันได้เลยค่ะ
สามารถติดตามผลงานการออกแบบโลโก้ของเราได้ที่:
IG: @somboonbabstudio
Tiktok: SOMBOONBABSTUDIO (@somboonbab99)
FB: สมบูรณ์แบบ Studio Café
